ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) คือ ตราสารทางการเงินที่ก่อกำเนิดจาก อ้างอิงจาก หรือผันแปรตาม สินทรัพย์อ้างอิง โดยทั่วไปตราสารอนุพันธ์จะมีมูลค่าขึ้นอยู่กับสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset)หรือตัวแปรอ้างอิงอื่น ๆ (Underlying Variable)
สินทรัพย์ที่อ้างอิง อาจเป็นตราสารทางการเงิน เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ พันธบัตรตั๋วเงิน หุ้นสามัญ ฯลฯ หรืออาจเป็นสินค้าโภคภัณท์หรือสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น น้ำมัน ข้าว บ้าน รถยนต์ ฯลฯ ตามแต่ที่ ตราสารอนุพันธ์นั้นได้กำหนดไว้ ว่าเป็นการอ้างอิงถึงสินทรัพย์ใด
ประโยชน์ของตราสารอนุัพันธ์
1.สะท้อนราคาในอนาคต (price discovery)
2.ถัวความเสี่ยง (hedging)
3.เก็งกำไร (speculation)
ตราสารอนุพันธ์ มี 3 ชนิด
1.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า
1.1 ฟิวเจอร์ส (Futures)
1.2 ฟอร์เวิร์ด (Forward)
2.ออปชั่น (Options)
3.สวอป (Swap)
ที่มา สถาบันพัฒนาตลาดทุน
จิระศักดิ์
วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552
Dollar Index
Dollar index คืออะไร
Dollar Index นับเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเงินอันหนึ่งที่ มักจะเป็นตัวบ่งบอกถึงแนวโน้มการลงทุน หรือกระแสเงินลงทุนที่จะเคลื่อนที่ไปมาระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ณ ปัจจุบันนักวิเคราะห์ทั่วโลก ต่างหยิบยกถึงแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินสกุลดอลลาร์มาเป็นตัวกำหนดกลยุทธ์ การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างที่เราเห็นกันในวันนี้อย่างมากมาย
แต่ทั้งนี้ ก่อนที่จะมาดูถึงความสำคัญของดัชนีค่าเงินดอลลาร์ คงต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การคำนวณดัชนี นี้มีที่มาอย่างไร
Dollar Index คือ ดัชนีที่วัดมูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ในระบบตระกร้าเงินที่เป็นการเฉลี่ยน้ำหนักเงินสกุลต่างๆ 6สกุลหลัก ได้แก่
• Euro (EUR), 57.6% weight
• Japanese yen (JPY), 13.6% weight
• Pound sterling (GBP), 11.9% weight
• Canadian dollar (CAD), 9.1% weight
• Swedish krona (SEK), 4.2% weight and
• Swiss franc (CHF) 3.6% weight.
ซึ่งหมายความว่าเงินแต่ละสกุลจะมีน้ำหนักในตระกร้าเงินไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสัดส่วนน้ำหนัก ที่แจ้งมาดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดีจะเห็นว่าเงินที่มีผลต่อค่าเงินดอลลาร์ มากที่สุดคือ ยูโร เพราะมีสัดส่วนในตระกร้าเงิน 57.6% และรองลงมาคือเยน ญี่ปุ่นและ ปอนด์ อังกฤษ ตามลำดับ
โดยทั้งนี้จะเห็นว่าตระกร้าเงินดอลลาร์มีความผูกผันกับค่าเงินถึง 6 สกุลหลัก แต่มีความผูกผันถึง 20 เนื่องจากกลุ่มประเทศยุโรปที่ใช้เงินสกุลยูโรมีถึง 15ประเทศ
ดัชนีนี้ ได้มีการเริ่มต้นคำนวณมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973 ที่ดัชนี 100 ซึ่งเคยปรับตัวขึ้นสูงสุดราว 160 และต่ำสุดที่ 70.698 ในวันที่ 16 มี.ค. 2008 ซึ่งทั้งนี้ดัชนีนี้ ได้มีการซื้อขายในตลาด IntercontinentalExchange ที่นิวยอร์ค โดยจะเริ่มทำการซื้อขายตั้งแต่ เย็นวันอาทิตย์ (16.00 น.เวลานิวยอร์ค) ตลอด24ชั่วโมงถึงวันศุกร์เย็น (16.00 น. นิวยอร์ค)
โดยสูตรการคำนวนมีดังนี้
USDX = 50.14348112 × EURUSD^(-0.576) × USDJPY^(0.136) × GBPUSD^(-0.119) × USDCAD^(0.091) × USDSEK^(0.042) × USDCHF^(0.036
Dollar Index / ความสำคัญของค่าเงินดอลลาร์
ซึ่ง ณ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า Dollar Index นั้นเป็นดัชนีสำคัญ ในการบอกถึงแนวโน้มการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆดังนี้
1.ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ต่อสกุลเงินต่างๆ เช่น ไทยบาทต่อดอลลาร์ , เยนต่อดอลลาร์ , ปอนด์ ต่อดอลลาร์ หรือ ยูโรต่อดอลลาร์
ซึ่งหมายความว่า หาก Dollar index มีการอ่อนค่าลง ก็จะส่งผลถึงแนวโน้มของเงินสกุลต่างๆ ว่ามีโอกาสที่จะแข็งค่าต่อดอลลาร์ แต่อย่างไรก็ดี การที่ค่าเงินสกุลต่าง จะแข็งค่าต่อเงินสกุลดอลลาร์อาจมีอัตราส่วนที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ สภาวะเศรษฐกิจ การเมือง ความเชื่อมั่น และ Demand & Supply ของเงินสกุลนั้น ว่ามีมากน้อยอย่างไร
2.กระแสเงิน (Fund Flow) ที่มักจะเข้าไปลงทุนในประเทศที่มีค่าเงินแข็งกว่าเงินสกุลดอลลาร์ ซึ่งจะเข้าทั้งในตลาดตราสารเงิน และตลาดทุน โดยจะเห็นว่าส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเมื่อเงินบาทไทยมีแนวโน้มที่จะแข็งค่า ก็มักจะมีเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อหุ้นจำนวนมาก จึงทำให้ปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ ดูจะเป็นสัดส่วนเดียวกับเงินบาทที่แข็งค่า คือต่างชาติมักจะซื้อหุ้นเมื่อเห็นว่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าและจะขายเมื่อเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าดังตัวอย่างในรูป
แต่อย่างไรก็ดีจะเห็นว่า ในปี 2008 เกิดการขายของนักลงทุนต่างชาติในขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่า ก็เป็นได้ เนื่องจากเกิดวิกฤติการณ์ ซับไพร์ม ที่ทำให้เงินลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลกถูกเทขาย เพื่อนำเงินกลับมาอุ้มวิกฤติ ในประเทศอเมริกา
3.ราคาทองคำ
เนื่องจากเงินสกุลดอลลาร์เปรียบเสมือนเงินสกุลหลักในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งหากค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงไป ก็จะทำให้เงินดอลลาร์ถูกแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ดังเช่นทองคำเป็นต้น โดยในอดีตที่ผ่านมาทองคำเปรียบเสมือนเงินสดสกุลหนึ่งที่มีสภาพคล่องและสามารถใช้เป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ดี
ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทองคำและดอลลาร์มักจะมีความสัมพันธ์แบบผกผันคือ หากดอลลาร์อ่อน ทองคำจะปรับตัวสูงขึ้น และหากดอลลาร์แข็ง ทองคำจะปรับตัวลดลง
4.ราคาน้ำมัน
ความสัมพันธ์ของราคาน้ำมันมักจะเป็นสัดส่วนผกผันกับดัชนีค่าเงินดอลลาร์ กล่าวคือ ราคาน้ำมันมักปรับตัวสูงขึ้นเมื่อค่าเงินดอลลาร์มีการอ่อนค่า
โดยปัจจัยที่ 1 คือ เงินสกุลดอลลาร์เปรียบเสมือนสกุลหลัก ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าที่มีอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำมัน ทองคำ เหล็ก ธัญพืช ต่างใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย จึงทำให้ประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ต้องการที่จะขายสินค้า ในมูลค่าทางการเงินเท่าเดิม (คือยังได้เงินดอลลาร์มาซื้อสินค้าอย่างอื่นในปริมาณหรือขนาดเท่าเดิม) แต่หากค่าเงินดอลลาร์อ่อนก็หมายถึงอำนาจซื้อของเงินดอลลาร์ลดน้อยลง จึงทำให้ผู้ขายสินค้าเหล่านี้ปรับราคาให้สูงขึ้นเพื่มมาชดเชยมูลค่าดอลลาร์ที่ขาดหายไป
ปัจจัยที่ 2 อาจเกิดสภาวะการเก็งกำไร เข้าถือครองในสินทรัพย์ โภคภัณฑ์ (commodities) มากขึ้นเมื่อ ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่า เพราะผู้ลงทุนทุกคนต่างมุ่งหวังที่จะถือสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มแข็งค่ามากกว่าอ่อนค่า เพื่อรักษามูลค่าสินทรัพย์รวมที่ได้ลงทุนไว้ ดังนั้น เมื่อแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนก็จะส่งผลให้ราคา Commodities ปรับตัวสูงขึ้น
Dollar index คืออะไร
Dollar Index นับเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเงินอันหนึ่งที่ มักจะเป็นตัวบ่งบอกถึงแนวโน้มการลงทุน หรือกระแสเงินลงทุนที่จะเคลื่อนที่ไปมาระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ณ ปัจจุบันนักวิเคราะห์ทั่วโลก ต่างหยิบยกถึงแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินสกุลดอลลาร์มาเป็นตัวกำหนดกลยุทธ์ การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างที่เราเห็นกันในวันนี้อย่างมากมาย
แต่ทั้งนี้ ก่อนที่จะมาดูถึงความสำคัญของดัชนีค่าเงินดอลลาร์ คงต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การคำนวณดัชนี นี้มีที่มาอย่างไร
Dollar Index คือ ดัชนีที่วัดมูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ในระบบตระกร้าเงินที่เป็นการเฉลี่ยน้ำหนักเงินสกุลต่างๆ 6สกุลหลัก ได้แก่
• Euro (EUR), 57.6% weight
• Japanese yen (JPY), 13.6% weight
• Pound sterling (GBP), 11.9% weight
• Canadian dollar (CAD), 9.1% weight
• Swedish krona (SEK), 4.2% weight and
• Swiss franc (CHF) 3.6% weight.
ซึ่งหมายความว่าเงินแต่ละสกุลจะมีน้ำหนักในตระกร้าเงินไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสัดส่วนน้ำหนัก ที่แจ้งมาดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดีจะเห็นว่าเงินที่มีผลต่อค่าเงินดอลลาร์ มากที่สุดคือ ยูโร เพราะมีสัดส่วนในตระกร้าเงิน 57.6% และรองลงมาคือเยน ญี่ปุ่นและ ปอนด์ อังกฤษ ตามลำดับ
โดยทั้งนี้จะเห็นว่าตระกร้าเงินดอลลาร์มีความผูกผันกับค่าเงินถึง 6 สกุลหลัก แต่มีความผูกผันถึง 20 เนื่องจากกลุ่มประเทศยุโรปที่ใช้เงินสกุลยูโรมีถึง 15ประเทศ
ดัชนีนี้ ได้มีการเริ่มต้นคำนวณมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973 ที่ดัชนี 100 ซึ่งเคยปรับตัวขึ้นสูงสุดราว 160 และต่ำสุดที่ 70.698 ในวันที่ 16 มี.ค. 2008 ซึ่งทั้งนี้ดัชนีนี้ ได้มีการซื้อขายในตลาด IntercontinentalExchange ที่นิวยอร์ค โดยจะเริ่มทำการซื้อขายตั้งแต่ เย็นวันอาทิตย์ (16.00 น.เวลานิวยอร์ค) ตลอด24ชั่วโมงถึงวันศุกร์เย็น (16.00 น. นิวยอร์ค)
โดยสูตรการคำนวนมีดังนี้
USDX = 50.14348112 × EURUSD^(-0.576) × USDJPY^(0.136) × GBPUSD^(-0.119) × USDCAD^(0.091) × USDSEK^(0.042) × USDCHF^(0.036
Dollar Index / ความสำคัญของค่าเงินดอลลาร์
ซึ่ง ณ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า Dollar Index นั้นเป็นดัชนีสำคัญ ในการบอกถึงแนวโน้มการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆดังนี้
1.ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ต่อสกุลเงินต่างๆ เช่น ไทยบาทต่อดอลลาร์ , เยนต่อดอลลาร์ , ปอนด์ ต่อดอลลาร์ หรือ ยูโรต่อดอลลาร์
ซึ่งหมายความว่า หาก Dollar index มีการอ่อนค่าลง ก็จะส่งผลถึงแนวโน้มของเงินสกุลต่างๆ ว่ามีโอกาสที่จะแข็งค่าต่อดอลลาร์ แต่อย่างไรก็ดี การที่ค่าเงินสกุลต่าง จะแข็งค่าต่อเงินสกุลดอลลาร์อาจมีอัตราส่วนที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ สภาวะเศรษฐกิจ การเมือง ความเชื่อมั่น และ Demand & Supply ของเงินสกุลนั้น ว่ามีมากน้อยอย่างไร
2.กระแสเงิน (Fund Flow) ที่มักจะเข้าไปลงทุนในประเทศที่มีค่าเงินแข็งกว่าเงินสกุลดอลลาร์ ซึ่งจะเข้าทั้งในตลาดตราสารเงิน และตลาดทุน โดยจะเห็นว่าส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเมื่อเงินบาทไทยมีแนวโน้มที่จะแข็งค่า ก็มักจะมีเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อหุ้นจำนวนมาก จึงทำให้ปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ ดูจะเป็นสัดส่วนเดียวกับเงินบาทที่แข็งค่า คือต่างชาติมักจะซื้อหุ้นเมื่อเห็นว่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าและจะขายเมื่อเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าดังตัวอย่างในรูป
แต่อย่างไรก็ดีจะเห็นว่า ในปี 2008 เกิดการขายของนักลงทุนต่างชาติในขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่า ก็เป็นได้ เนื่องจากเกิดวิกฤติการณ์ ซับไพร์ม ที่ทำให้เงินลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลกถูกเทขาย เพื่อนำเงินกลับมาอุ้มวิกฤติ ในประเทศอเมริกา
3.ราคาทองคำ
เนื่องจากเงินสกุลดอลลาร์เปรียบเสมือนเงินสกุลหลักในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งหากค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงไป ก็จะทำให้เงินดอลลาร์ถูกแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ดังเช่นทองคำเป็นต้น โดยในอดีตที่ผ่านมาทองคำเปรียบเสมือนเงินสดสกุลหนึ่งที่มีสภาพคล่องและสามารถใช้เป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ดี
ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทองคำและดอลลาร์มักจะมีความสัมพันธ์แบบผกผันคือ หากดอลลาร์อ่อน ทองคำจะปรับตัวสูงขึ้น และหากดอลลาร์แข็ง ทองคำจะปรับตัวลดลง
4.ราคาน้ำมัน
ความสัมพันธ์ของราคาน้ำมันมักจะเป็นสัดส่วนผกผันกับดัชนีค่าเงินดอลลาร์ กล่าวคือ ราคาน้ำมันมักปรับตัวสูงขึ้นเมื่อค่าเงินดอลลาร์มีการอ่อนค่า
โดยปัจจัยที่ 1 คือ เงินสกุลดอลลาร์เปรียบเสมือนสกุลหลัก ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าที่มีอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำมัน ทองคำ เหล็ก ธัญพืช ต่างใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย จึงทำให้ประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ต้องการที่จะขายสินค้า ในมูลค่าทางการเงินเท่าเดิม (คือยังได้เงินดอลลาร์มาซื้อสินค้าอย่างอื่นในปริมาณหรือขนาดเท่าเดิม) แต่หากค่าเงินดอลลาร์อ่อนก็หมายถึงอำนาจซื้อของเงินดอลลาร์ลดน้อยลง จึงทำให้ผู้ขายสินค้าเหล่านี้ปรับราคาให้สูงขึ้นเพื่มมาชดเชยมูลค่าดอลลาร์ที่ขาดหายไป
ปัจจัยที่ 2 อาจเกิดสภาวะการเก็งกำไร เข้าถือครองในสินทรัพย์ โภคภัณฑ์ (commodities) มากขึ้นเมื่อ ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่า เพราะผู้ลงทุนทุกคนต่างมุ่งหวังที่จะถือสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มแข็งค่ามากกว่าอ่อนค่า เพื่อรักษามูลค่าสินทรัพย์รวมที่ได้ลงทุนไว้ ดังนั้น เมื่อแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนก็จะส่งผลให้ราคา Commodities ปรับตัวสูงขึ้น
ป้ายกำกับ:
จิระศักดิ์ อภินทนาพงศ์ " Dollar Index "
วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
Vocabulary For Investors (VFI)
วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เสนอคำว่า
Price Spread ช่วงราคา
ช่วงราคา Price Spread หมายถึง ช่วงการปรับตัวของราคาหลักทรัพย์สำหรับการเสนอซื้อและเสนอขายบนกระดานหลักและกระดานหน่วยย่อย โดยผู้ลงทุนจะต้องเสนอราคาซื้อหรือขายหลักทรัพย์ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ขั้นระดับราคา โดยช่วงราคาจะกว้างขึ้นเมื่อราคาหลักทรัพย์อยู่ในระดับที่สูงขึ้น
โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดแต่ละช่วงราคาไว้ดังนี้
ราคาเสนอซื้อ - ขาย ช่วงราคา (บาท)
ต่ำกว่า 2 บาท 0.01
ตั้งแต่ 2 บาท - แต่ต่ำกว่า 5 บาท 0.02
ตั้งแต่ 5 บาท - แต่ต่ำกว่า 10 บาท 0.05
ตั้งแต่ 10 บาท - แต่ต่ำกว่า 25 บาท 0.10
ตั้งแต่ 25 บาท - แต่ต่ำกว่า 100 บาท 0.25
ตั้งแต่ 100 บาท - แต่ต่ำกว่า 200 บาท 0.50
ตั้งแต่ 200 บาท - แต่ต่ำกว่า 400 บาท 1.00
ตั้งแต่ 400 บาทขึ้นไป 2.00
ที่มา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
จิระศักดิ์ อภินทนาพงศ์
โทร 081-3491153
วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เสนอคำว่า
Price Spread ช่วงราคา
ช่วงราคา Price Spread หมายถึง ช่วงการปรับตัวของราคาหลักทรัพย์สำหรับการเสนอซื้อและเสนอขายบนกระดานหลักและกระดานหน่วยย่อย โดยผู้ลงทุนจะต้องเสนอราคาซื้อหรือขายหลักทรัพย์ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ขั้นระดับราคา โดยช่วงราคาจะกว้างขึ้นเมื่อราคาหลักทรัพย์อยู่ในระดับที่สูงขึ้น
โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดแต่ละช่วงราคาไว้ดังนี้
ราคาเสนอซื้อ - ขาย ช่วงราคา (บาท)
ต่ำกว่า 2 บาท 0.01
ตั้งแต่ 2 บาท - แต่ต่ำกว่า 5 บาท 0.02
ตั้งแต่ 5 บาท - แต่ต่ำกว่า 10 บาท 0.05
ตั้งแต่ 10 บาท - แต่ต่ำกว่า 25 บาท 0.10
ตั้งแต่ 25 บาท - แต่ต่ำกว่า 100 บาท 0.25
ตั้งแต่ 100 บาท - แต่ต่ำกว่า 200 บาท 0.50
ตั้งแต่ 200 บาท - แต่ต่ำกว่า 400 บาท 1.00
ตั้งแต่ 400 บาทขึ้นไป 2.00
ที่มา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
จิระศักดิ์ อภินทนาพงศ์
โทร 081-3491153
วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
Vocabulary For Investors (VFI) โดยจิระศักดิ์
Vocabulary For Investors (VFI)
วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เสนอคำว่า
Book Value มูลค่าตามบัญชี
คือมูลค่าของหุ้นสามัญหรือมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของบริษัท (Net Asset Value) ตามงบดุลล่าสุดของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ ที่คำนวณได้จากการนำสินทรัพย์รวมหักด้วยหนี้สินรวม ซึ่งก็คือ ส่วนของผู้ถือหุ้นนั่นเอง ส่วนการหามูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นต้องหารด้วยจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วของบริษัท
มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (Book Value per Share) มีความหมายว่าหากบริษัทมีการชำระบัญชีเพื่อเลิกกิจการ และสามารถจะนำสินทรัพย์ที่มีอยู่แปรเป็นเงินสดตามมูลค่าที่ระบุในงบดุลและชำระหนี้สินต่างๆ ให้เจ้าหนี้ตามยอดหนี้ที่ปรากฏ ณ วันที่ในงบดุลแล้ว ผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินทุนต่อหุ้นคืนในจำนวนเท่ากับมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น
มูลค่าบัญชีต่อหุ้น = สินทรัพย์รวม – หนี้สินรวม
_________________________________
จำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดที่บริษัทออกและเรียกชำระแล้ว
ที่มา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
จิระศักดิ์ อภินทนาพงศ์
โทร 081-3491153
วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เสนอคำว่า
Book Value มูลค่าตามบัญชี
คือมูลค่าของหุ้นสามัญหรือมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของบริษัท (Net Asset Value) ตามงบดุลล่าสุดของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ ที่คำนวณได้จากการนำสินทรัพย์รวมหักด้วยหนี้สินรวม ซึ่งก็คือ ส่วนของผู้ถือหุ้นนั่นเอง ส่วนการหามูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นต้องหารด้วยจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วของบริษัท
มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (Book Value per Share) มีความหมายว่าหากบริษัทมีการชำระบัญชีเพื่อเลิกกิจการ และสามารถจะนำสินทรัพย์ที่มีอยู่แปรเป็นเงินสดตามมูลค่าที่ระบุในงบดุลและชำระหนี้สินต่างๆ ให้เจ้าหนี้ตามยอดหนี้ที่ปรากฏ ณ วันที่ในงบดุลแล้ว ผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินทุนต่อหุ้นคืนในจำนวนเท่ากับมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น
มูลค่าบัญชีต่อหุ้น = สินทรัพย์รวม – หนี้สินรวม
_________________________________
จำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดที่บริษัทออกและเรียกชำระแล้ว
ที่มา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
จิระศักดิ์ อภินทนาพงศ์
โทร 081-3491153
ป้ายกำกับ:
จิระศักดิ์ อภินทนาพงศ์ โทร 081-3491153
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552
Stagflation
Stagflation
Stagflation มาจากคำ 2 คำ คือ Stagnation และInflation เป็นคำที่อธิบายถึงสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งมีปัญหาเงินเฟ้อควบคู่กับภาวะการชะลอตัวของระบบเศรษฐกิจ, มีการว่างงานสูง ซึ่งอาจจะหมายรวมเป็นว่า ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (Recession) คำว่า "Stag" หมายถึง ภาวะเศรษฐกิจเสื่อมถอย ในขณะที่ "Flation" บ่งบอกถึง ระดับราคาสินค้าที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว Stagflation มีการบัญญัติใช้ครั้งแรกในช่วงกลางทศวรรษ 1970 เมื่อเศรษฐกิจของอเมริกามีอัตราเงินเฟ้อสูงถึง 12% ในขณะที่อัตราการว่างงานสูงเกือบ 9% เงินเฟ้อที่สูงขึ้นดังกล่าว มีสาเหตุมาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่าตัว จากการรวมหัวกันของ OPEC ประกอบกับการยกเลิกการควบคุมราคา และค่าจ้างแรงงานของรัฐบาลอเมริกันในช่วงนั้น ในขณะเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจอเมริกันดิ่งลงสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุสำคัญทำให้รัฐบาลพรรคเดโมแครต ภายใต้การนำของประธานาธิบดีคาร์เตอร์ เสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็ว จากการไม่สามารถจัดการกับปัญหา Stagflation นี้ได้
โดยปกติปัญหาเงินเฟ้อ พร้อมเศรษฐกิจตกต่ำมักจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่เมื่อสองเกลอ (ตัวแสบ) มาเจอกัน ก็เลยเกิดปรากฏการณ์ "สองเด้ง" และทำให้ผู้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง มีอาการปวดหัว เป็นอย่างมาก และก็มีหลายทฤษฎี หลายสำนัก แนะนำการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งผมจะไม่กล่าวในที่นี้ แต่จะขอกล่าวถึงการแก้ปัญหา stagflation ของอเมริกาในช่วงนั้นเลย
อย่างที่กล่าวข้างต้น ปรากฏการณ์สองเด้ง ทำให้ผู้แก้ไขปัญหามีอาการปวดหัวเป็นอย่างมาก เพราะว่าหากจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ (ลดดอกเบี้ย/เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ) ก็จะไปเพิ่มแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อ หากจะแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ (ขึ้นดอกเบี้ย/ขึ้นภาษี) ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องการถดถอยของเศรษฐกิจซ้ำเติมก็ได้ ถึงจุดนี้ก็คงต้องเลือกเอาว่าจะแก้อะไรก่อน โดยที่ไม่ทำให้ปัญหาอีกอย่างหนึ่งรุนแรงมากขึ้นนัก ก็เลยเกิดเหตุการณ์ และบุคคลที่ยังเป็นที่กล่าวขวัญกันมาถึงทุกวันนี้
ประธานธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve; Fed) ในขณะนั้นคือ นาย Paul Volcker เลือกใช้นโยบายที่เรียกว่า Disinflationary Policy. Volcker เลือกที่จะจัดการปัญหาเงินเฟ้อก่อน ในปลายปี 1979 และปี 1980 หลังจากที่อเมริกาอยู่ในภาวะ "double digit inflation" มาหลายปี Volcker ใช้นโยบายขึ้นดอกเบี้ยจนกระทั่งดอกเบี้ยในตลาดเงินสูงกว่า 20% เพื่อที่จะเอาเงินเฟ้อให้อยู่หมัด
หมายเหตุ บทความจากคุณเสถียร ตันธนะสฤษดิ์ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
MR.JIRASAK APINTANAPONG
e-mail jirasak.dpu@gmail.com
Stagflation มาจากคำ 2 คำ คือ Stagnation และInflation เป็นคำที่อธิบายถึงสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งมีปัญหาเงินเฟ้อควบคู่กับภาวะการชะลอตัวของระบบเศรษฐกิจ, มีการว่างงานสูง ซึ่งอาจจะหมายรวมเป็นว่า ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (Recession) คำว่า "Stag" หมายถึง ภาวะเศรษฐกิจเสื่อมถอย ในขณะที่ "Flation" บ่งบอกถึง ระดับราคาสินค้าที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว Stagflation มีการบัญญัติใช้ครั้งแรกในช่วงกลางทศวรรษ 1970 เมื่อเศรษฐกิจของอเมริกามีอัตราเงินเฟ้อสูงถึง 12% ในขณะที่อัตราการว่างงานสูงเกือบ 9% เงินเฟ้อที่สูงขึ้นดังกล่าว มีสาเหตุมาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่าตัว จากการรวมหัวกันของ OPEC ประกอบกับการยกเลิกการควบคุมราคา และค่าจ้างแรงงานของรัฐบาลอเมริกันในช่วงนั้น ในขณะเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจอเมริกันดิ่งลงสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุสำคัญทำให้รัฐบาลพรรคเดโมแครต ภายใต้การนำของประธานาธิบดีคาร์เตอร์ เสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็ว จากการไม่สามารถจัดการกับปัญหา Stagflation นี้ได้
โดยปกติปัญหาเงินเฟ้อ พร้อมเศรษฐกิจตกต่ำมักจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่เมื่อสองเกลอ (ตัวแสบ) มาเจอกัน ก็เลยเกิดปรากฏการณ์ "สองเด้ง" และทำให้ผู้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง มีอาการปวดหัว เป็นอย่างมาก และก็มีหลายทฤษฎี หลายสำนัก แนะนำการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งผมจะไม่กล่าวในที่นี้ แต่จะขอกล่าวถึงการแก้ปัญหา stagflation ของอเมริกาในช่วงนั้นเลย
อย่างที่กล่าวข้างต้น ปรากฏการณ์สองเด้ง ทำให้ผู้แก้ไขปัญหามีอาการปวดหัวเป็นอย่างมาก เพราะว่าหากจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ (ลดดอกเบี้ย/เพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ) ก็จะไปเพิ่มแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อ หากจะแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ (ขึ้นดอกเบี้ย/ขึ้นภาษี) ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องการถดถอยของเศรษฐกิจซ้ำเติมก็ได้ ถึงจุดนี้ก็คงต้องเลือกเอาว่าจะแก้อะไรก่อน โดยที่ไม่ทำให้ปัญหาอีกอย่างหนึ่งรุนแรงมากขึ้นนัก ก็เลยเกิดเหตุการณ์ และบุคคลที่ยังเป็นที่กล่าวขวัญกันมาถึงทุกวันนี้
ประธานธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve; Fed) ในขณะนั้นคือ นาย Paul Volcker เลือกใช้นโยบายที่เรียกว่า Disinflationary Policy. Volcker เลือกที่จะจัดการปัญหาเงินเฟ้อก่อน ในปลายปี 1979 และปี 1980 หลังจากที่อเมริกาอยู่ในภาวะ "double digit inflation" มาหลายปี Volcker ใช้นโยบายขึ้นดอกเบี้ยจนกระทั่งดอกเบี้ยในตลาดเงินสูงกว่า 20% เพื่อที่จะเอาเงินเฟ้อให้อยู่หมัด
หมายเหตุ บทความจากคุณเสถียร ตันธนะสฤษดิ์ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
MR.JIRASAK APINTANAPONG
e-mail jirasak.dpu@gmail.com
สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodites)
สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodites) คือ สินค้าที่มีปริมาณความต้องการบริโภคจริงๆ และซื้อขายกันอ้างอิงกับราคาในตลาดโลก โภณภัณฑ์ชนิดเดียวจะมีคุณสมบัติพื้นฐานเหมือนกันแต่แตกต่างตรง เกรด ความบริสุทธิ์ หรือแหล่งผลิต
สินค้าโภคภัณฑ์ มี 2 ชนิด
1.สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีอยู่อย่างจำกัด (Hard Commodites) คือ สินค้าโภคภัณฑ์ที่ใช้แล้วหมดไปได้ ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ทดแทนได้ ต้องมีการขุดเจาะและค้นหา มีต้นทุนสูงในการขุดหา และต้องใช้เวลา ซึ่งแบ่งเป็น
- โลหะมีค่า (Precious Metal) เช่น ทองคำ เงิน เพลทตินัม พาลาเดียม
- โลหะพื้นฐาน (Base Metal) เช่น ทองแดง อลูมิเนียม ตะกั่ว ดีบุก สังกะสิ
- พลังงาน (Energy) เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ
2.สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีอย่างไม่จำกัด (Soft Commodities) คือ สามารถที่จะเพาะปลูกหรือทำให้มีการเติบโตขึ้นมาได้หรือผลิตทดแทนใหม่ได้ เช่น กาแฟ โกโก้ น้ำตาล ข้าว ข้าวโพด ยางพารา มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง ผลไม้ ปศุสัตว์ แม้ว่าจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่สามารถขยายพันธุ์เพิ่มเติมได้ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ก็เลี่ยงปัจจัยทางธรรมชาติ การเมือง แรงงาน ฤดูกาล ลักษณะการบริโภค ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทนี้มีความผันผวนของราคา
หมายเหตุ ข้อมูลจากสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน
จิระศักดิ์ อภินทนาพงศ์
E-mail jirasak.dpu@gmail.com
สินค้าโภคภัณฑ์ มี 2 ชนิด
1.สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีอยู่อย่างจำกัด (Hard Commodites) คือ สินค้าโภคภัณฑ์ที่ใช้แล้วหมดไปได้ ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ทดแทนได้ ต้องมีการขุดเจาะและค้นหา มีต้นทุนสูงในการขุดหา และต้องใช้เวลา ซึ่งแบ่งเป็น
- โลหะมีค่า (Precious Metal) เช่น ทองคำ เงิน เพลทตินัม พาลาเดียม
- โลหะพื้นฐาน (Base Metal) เช่น ทองแดง อลูมิเนียม ตะกั่ว ดีบุก สังกะสิ
- พลังงาน (Energy) เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ
2.สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีอย่างไม่จำกัด (Soft Commodities) คือ สามารถที่จะเพาะปลูกหรือทำให้มีการเติบโตขึ้นมาได้หรือผลิตทดแทนใหม่ได้ เช่น กาแฟ โกโก้ น้ำตาล ข้าว ข้าวโพด ยางพารา มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง ผลไม้ ปศุสัตว์ แม้ว่าจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่สามารถขยายพันธุ์เพิ่มเติมได้ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ก็เลี่ยงปัจจัยทางธรรมชาติ การเมือง แรงงาน ฤดูกาล ลักษณะการบริโภค ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทนี้มีความผันผวนของราคา
หมายเหตุ ข้อมูลจากสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน
จิระศักดิ์ อภินทนาพงศ์
E-mail jirasak.dpu@gmail.com
หน่วยวัดน้ำหนักทองคำที่สำคัญ
หน่วยวัดน้ำหนักทองคำที่สำคัญ
- 1 Troy Ounec = 31.1034768 gram ใช้ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย
- 1 Taek (Hong Kong) = 36.70 gran ใช้ในประเทศที่ใช้ภาษาจีน เช่น จีน ใต้หวัน ฮ่องกง
- 1 Baht (Thailand) = 15.244 gram ใช้ในประเทศไทย
- ทองคำความบริสุทธิ์ 96.5 % (มาตรฐานในประเทศไทย)
-- ทองรูปพรรณ น้ำหนัก 1 บาท เท่ากับ 15.16 กรัม
-- ทองคำแท่ง น้ำหนัก 1 บาท เท่ากับ 15.244 กรัม
ที่มา สมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย (Gold Traders Association)
จิระศักดิ์ อภินทนาพงศ์
E-mail jirasak.dpu@gmail.com
- 1 Troy Ounec = 31.1034768 gram ใช้ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย
- 1 Taek (Hong Kong) = 36.70 gran ใช้ในประเทศที่ใช้ภาษาจีน เช่น จีน ใต้หวัน ฮ่องกง
- 1 Baht (Thailand) = 15.244 gram ใช้ในประเทศไทย
- ทองคำความบริสุทธิ์ 96.5 % (มาตรฐานในประเทศไทย)
-- ทองรูปพรรณ น้ำหนัก 1 บาท เท่ากับ 15.16 กรัม
-- ทองคำแท่ง น้ำหนัก 1 บาท เท่ากับ 15.244 กรัม
ที่มา สมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย (Gold Traders Association)
จิระศักดิ์ อภินทนาพงศ์
E-mail jirasak.dpu@gmail.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)